Hot Products

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Molded Case circuit Breakers แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Molded Case circuit Breakers แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Basics in EMC and Power ภาค 2


  


การจัดวางกราวด์ (Grounding)
การเชื่อมต่อกราวด์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับแนวคิด EMC ในทุกๆ ด้านชนิดของการเชื่อมต่อ
และหลายๆ แนวคิดมีอิทธิพลต่อฟังก์ชันและประสิทธิภาพของระบบกราวด์ โดยพื้นฐานการเชื่อมต่อกราวด์ควรจะบรรลุผลตามข้อกำหนด ดังต่อไปนี้
  • การส่งผ่านสัญญาณระหว่างส่วนที่อ่อนไหว และส่วนที่มีการแพร่กระจายสัญญาณรบกวนสูงควรจะลดลง
  • การส่งผ่านสัญญาณจากสนามที่แพร่กระจายสู่ภายนอกควรจะลดลงตามการแพร่กระจายสัญญาณรบกวนจากตัวเครื่องมือเอง
  • ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างหลายๆ หน่วย
แนวคิดการจัดวางกราวด์ (Grounding)
ดัง ที่ได้กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้ การเชื่อมต่อกับกราวด์ไม่ได้เป็นเฉพาะมาตรการที่เป็นผลเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็สามารถที่บรรลุผลตามมาด้วยกับเครื่องมือออกแบบอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การชีลด์ และการกรองสัญญาณสำหรับทุกๆ มาตรการแก้ไข EMC เครื่องมือทุกชุดควรจะถูกใช้ และควรเลือกแนวทางการแก้ไขที่ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยจำนวนของกฎสำหรับการจัดวางกราวด์ทั่วไปที่ได้นำไปใช้มี ดังนี้
  • แต่ละวงจรไฟฟ้าควรจะมีการเชื่อมต่อกราวด์ที่เป็นอิสระ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความต่างศักย์ไฟฟ้า
  • วิธีของการจัดวางกราวด์ ขึ้นอยู่กับความถี่ของสัญญาณ
สำหรับความถี่ต่ำขนาดของวงจรจะมีขนาดเล็ก เมื่อทำการเปรียบเทียบกับความยาวคลื่นและการเรโซแนนซ์จะไม่เกิดขึ้น การจัดวางกราวด์บนด้านเดียวก็พอเพียง และควรจะเป็นด้านที่เป็นตัวส่งสัญญาณด้านที่เป็นตัวรับสัญญาณ ก็ควรจะปล่อยลอยไว้ โดยวิธีนี้จะเรียกว่า "การจัดกราวด์จุดเดียว" (Single-point grounding)


ความสูง ความยาว คลื่นจะเล็กเทียบเคียงกับขนาดของวงจรและการเกิดเรโซแนนซ์จะหลีกเลี่ยงได้ อยากมาก ในเงื่อนไขที่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ ต้องทราบคุณลักษณะอิมพีแดนซ์ของสายเคเบิลเป็นอย่างดี และต้องต่อกราวด์ที่ปลายทั้งสองด้าน ในบางกรณีมีการเพิ่มการต่อกราวด์ที่หลายๆ จุดในเคเบิล ตามเส้นทางเดินของสัญญาณ
  • สำหรับวงจรที่มีทั้งสัญญาณความต่ำและความถี่สูง สายเคเบิลสามแกนควรจะเป็นแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามมันจะมีราคาสูงและน้ำหนักมาก จึงไม่ได้นำมาใช้ในหลายๆ กรณีการวางแนวคิดได้ถูกนำมาใช้ การจัดวางกราวด์ร่วมกัน โดยการตีเกลียวสายและวิธีอื่น
  • การจัดวางกราวด์ไม่จำเป็นเฉพาะสำหรับเครื่องมือหนึ่งชิ้นเท่านั้น แต่ต้องทำกับทุกๆ ระบบ อุปกรณ์เดี่ยวทั้งหมดควรจะเชื่อมต่อกราวด์ที่จุดเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงศักย์ไฟฟ้าที่ต่างกัน ถ้ามีการใช้ระบบกราวด์มากกว่าหนึ่งจุด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความต้านทานค่าต่ำๆ ระหว่างจุดกราวด์
การจัดวางสายดิน
การจัดวางกราวด์และการต่อลงดินจะมีฟังก์ชันการทำงานในเครื่องมือที่แยก จากกันและมีกฎที่ใช้ต่างกัน การต่อลงดินก็เพื่อแก้ปัญหาสำหรับเหตุผลทางด้านความปลอดภัย ดังนั้นค่าความต้านทานของดินที่ต่ออยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญ มาตรฐานทางด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่ได้กำหนดให้การต่อลงดินต้องมีการทดสอบ เหตุผลส่วนใหญ่ของการจัดวางกราวด์ถูกใช้เพื่อเหตุผลทางด้าน EMC โดยความต้านทานเป็นอิมพีแดนซ์ของการเชื่อมต่อกราวด์ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่าง ยิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษที่ความถี่สูง การเชื่อมต่อแบบกระจายจะเป็นการต่อที่ให้ผลที่ดีกว่าการต่อแบบจุดเดียว สายเคเบิลแบบแบน แบบสายถักควรจะจัดวางให้อยู่รอบๆ เหนือลวดตัวนำ และควรจะไม่สับสนระหว่างการจัดวางกราวด์และการต่อลงดินโดยการต่อลงดินเป็น การเชื่อมต่อของทุกๆ ระบบไปที่กราวด์ร่วมเพื่อเหตุผลทางด้านความปลอดภัย การจัดวางกราวด์สามารถที่จะนำมาใช้สำหรับฟังก์ชันที่มีเหตุผลในการยืนยัน คุณลักษณะของ EMC

องค์ประกอบในการกำจัดสัญญาณ (Suppression components)
การ เกิดการรบกวนสามารถที่จะเกิดการสะท้อนกลับผ่านไปยังแหล่งจ่ายไฟฟ้า โดยการทำงานร่วมกันของโครงข่าย LC ในเส้นทางของสัญญาณรบกวน การป้องกันการรบกวนนี้สามารถทำได้โดยการใช้อุปกรณ์กำจัดสัญญาณใส่ไปในสาย แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้า ความสามารถของการนำมาใช้ร่วมกันของ ตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้ากับตัวเก็บประจุไฟฟ้าในการป้องกันสายตัวนำที่เกิดการรบกวน ประกอบไปด้วย ดังต่อไปนี้
  • ค่าความเหนี่ยวนำอุนกรมกับเส้นทางของการเกิดการรบกวน
  • ตัวเก็บประจุไฟฟ้า Cx ระหว่างเฟสกับนิวทรอล หรือระหว่างเฟสกับเฟส
  • ตัวเก็บประจุไฟฟ้า Cy ระหว่างเฟสกับดิน และระหว่างนิวทรอลกับสายดิน
โช้ค (Chokes)
โช้ค ประกอบไปด้วยตัวนำไฟฟ้าพันรอบแกนวัสดุที่มีคุณลักษณะทางด้านแม่เหล็ก รูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่สำหรับวัสดุแกนมีดังนี้ แกนวงแหวนแกน-D แกน-E แกน-I และอื่น โช้คทำขึ้น เพื่อใช้คุณลักษณะทางแม่เหล็กไปกำจัดสัญญาณรบกวน RF เสมอโดยไม่สนใจรูปแบบของแกน
วัสดุแกนจะส่งเสริมสมรถนะของโช้คให้ขึ้นไปสูงสุด โดยมันจะเพิ่มผลของแม่เหล็กในโช้ค เพื่อเป็นการยืนยันคุณสมบัติในการกำจัดสัญญาณและทำให้อุปกรณ์มีขนาดกะทัดรัด วัสดุแกนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเช่นกัน เช่น อุณหภูมิ หรือกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้โช้คนอกขอบข่ายความสามารถของมันแล้วที่ได้ระบุเอาไว้แล้ว โช้คจะเกิดการอิ่มตัว ทำให้ไม่สามารถรักษาอิมพีแดนซ์เอาไว้ได้
ขณะที่พิกัดกระแสก็เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการอิ่มตัว สัญญาณรบกวนแบบไม่สมมาตรที่มีกระแสสูงก็สามารถเป็นเหตุผลของการอิ่มตัวได้ การอิ่มตัวสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้โดยใช้งานตามสเปคที่ได้ระบุเอาไว้ หรือใช้เทคนิคการพันแบบพิเศษ ซึ่งเรียกว่าการชดเชยกระแส ซึ่งจะอภิบายในภายหลัง

คุณลักษณะอิมพี่แดนซ์ของโช้คจะสัมพันธ์กับ ความถี่ที่สร้างขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจสำหรับการกำจัดสัญญาณ โดยอิมพีแดนซ์จะเพิ่มขึ้นที่ความถี่สูงขึ้น ในทางทฤษฎีอิมพีแดนซ์ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความถี่ที่เพิ่มขึ้น แต่ในโช้คจริงๆ จะรวมค่าความจุไฟฟ้าระหว่างขดลวดที่ได้ทำการพันขึ้นด้วย เมื่อเพิ่มความถี่ขึ้นไปจนถึงจุดเรโซแนนซ์ อิมพีแดนซ์ของโช้คจะย้อนกลับตกลงมา ซึ่งสามารถเขียนได้ ดังรูปต่อไปนี้
โช้คสามชนิดหลักอาจจะถูกใช้สำหรับเป้าหมายของการกำจัด สัญญาณรบกวนมีดังนี้
  • CM โช้คเป็นการพันขดลวดเพื่อหลีกเลี่ยงการอิ่มตัว (สูญเสียสภาพการเหนี่ยวนำไฟฟ้า) ของวัสดุแกน
  • โช้คที่มีการอิ่มตัว เป็นแนวคิดสำหรับการลดประจุกระแสอย่างรวดเร็ว
  • โช้คแกนแบบแท่ง ใช้สำหรับโช้คที่ต้องการค่าความเหนี่ยวนำคงที่ที่กระแสสูงๆ
CM โช้ค (ซีรี่ส์ RN, RD และ EV/EH) ถูกใช้ในการลดทอนสัญญาณ CM หรือสัญญาณรบกวนแบบไม่สมมาตร (P/N -> E) โดยต่ออนุกรมสายเฟสและนิวทรอลของสายไฟฟ้า AC ด้านอินพุต โดยสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นโดยเทคนิคการพันขดลวดที่ทำให้กำจัดสัญญาณอื่นๆ ออกไปค่าความเหนี่ยวนำไฟฟ้าเต็มพิกัดจะแสดงในกรณีที่มีสัญญาณรบกวนที่ไหลแบบ ไม่สมมาตรจากเฟส/นิวทรอล ลงไปสู่ดิน
องค์ประกอบที่สมมาตรกันของสัญญาณรบกวนก็ สามารถที่จะถูกลดทอนได้เช่นกันโดยค่าความเหนี่ยวนำรั่วไหล (Leakage inductance) ของขดลวดที่ความถี่ของแหล่งจ่ายไฟฟ้ากำาลังจะไม่มีค่าของอิมพีแดนซ์ของโช้ค เกิดขึ้น ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ แรงดันไฟฟ้าตกค่อมที่ช็คจะเป็นศูนย์โดยธรรมดาทั่วไปการใช้งานโช้คจะทำการต่อ ร่วมกันกับตัวเก็บประจุ

กำจัดสัญญาณรบกวน โดยหน้าที่ของโช้คเป็น ดังต่อไปนี้
  • ในวงจรควบคุมมุมเฟส จะไม่สามารถกำจัดสัญญาณรบกวนได้โดยการใช้โช้คแบบอิ่มตัวเพียงอย่างเดียว
  • สำหรับทำการกำจัดสัญญาณรบกวนที่มีระดับสูงๆ จากเครื่องกำเนิดอัลตร้าโซนิคตัวเรียงกระแสความเร็วสูง การทำงานของอุปกรณ์สวิตซ์ของเครื่องมือหลัก
  • สำหรับเครื่องมือที่ไม่มีการต่อลงดิน
  • สำหรับอินพุตฟิลเตอร์ ในการป้องกันวงจรดิจิตอลจากสัญญาณรบกวนที่มาจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลัก
โช้คชนิดอิ่มตัว (ชนิด RI) เปลี่ยนอิมพีแดนซ์ที่จังหวะของการสวิตชิ่งและสามารถที่จะใช้ในการลดทอน สัญญาณรบกวนแบบ RM หรือแบบสมมาตร (P->N) ซึ่งสร้างโดยอุปกรณ์ควบคุมมุมเฟส ตัวอย่างเช่น ไธริสเตอร์ (thyistor) และไตรแอค (triac) ระดับของสัญญาณรบกวนที่สามารถจะนำออกมาได้ ต้องอยู่ภายในขีดจำกัดของข้อบังคับของประเทศ และระดับนานาชาติ โดยการใช้โช้คในการต่อร่วมกันกับตัวเก็บประจุกำจัดสัญญาณที่เหมาะสม สำาหรับการลดทอนที่เป็นผลดีที่สุด โช้คต้องต่อให้ใกล้กับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำาของอุปกรณ์สวิตซ์มากที่สุดเท่า ที่เป็นไปได้ วงจรกำจัดสัญญาณอย่างง่ายแบบชั้นเดียว ได้แสดงตามรูปข้างล่าง โดยสามารถที่จะทำเป็นฟิลเตอร์สองชั้นได้โดยตัวโหลดเอง และโดยการเพิ่มตัวเก็บประจุไปอีกหนึ่งตัว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ::
แผนก ED & C : บริษัท เอส.ที.คอนโทรล จำกัด
Tel. (02) 717 3455, 319 1400 (Auto)
Fax : (02) 717 3434
Website : http://www.stcontrol.com


(บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามไม่ให้มีการคัดลอกข้อความบางส่วน หรือทั้งหมดไปใช้ในเว็บไซต์อื่น
โดยมิได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากบริษัท เอส.ที.คอนโทรล จำกัด)

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Basics in EMC and Power ภาค 1


 

การกำจัดสัญญาณรบกวนในการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ความต้องการ
สำหรับการวางกฎระเบียบได้มีการสร้างมาตรฐาน และขั้นตอน ที่จะทำให้เป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ ขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน นำมาซึ่งไม่เพียงแต่ความต้องการการทดสอบเท่านั้น แต่ยังมีการตรวจพิสูจน์การออกแบบเครื่องมือวัดและมีความประสงค์ที่จะพิจารณา การออกแบบลักษณะร่วมกันของการเกิดผลกระทบต่อ EMC และอุปกรณ์การกำจัดสัญญาณรบกวน 

แนวคิดของ EMCก่อน ที่จะมองไปที่วิธีการในการกำจัดสัญญาณรบกวนซึ่งมีวิธีแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญต้องแตกประเด็นออกมา แต่ต้องยังคงความถูกต้องของความต้องการในหลักการของ EMC เสมอ โดยจะเริ่มต้นจากแนวคิดในการออกแบบ และไปสิ้นสุด ที่การนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ โดย EMC เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการออกแบบ เมื่อทุกๆ ผลิตภัณฑ์ได้นำไปใช้ และได้มีการสร้างฟังก์ชั่นการทำงานนี้ขึ้นมา เพื่อการแก้ไขปัญหา EMC ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่จุดนี้ EMC จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งเสียเวลาและยากในการแก้ไข ดังนั้น ผู้ผลิตควรคำนึงถึงเสมอนับตั้งแต่เริ่มต้นในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อตรงไปที่ ไลน์ ส่วนด้านอื่นต่อไปที่ตัวถัง ผลลัพธ์ก็คือตัวเก็บประจุ EMC จะไม่มีผลของตัวนำที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการหลีกเลี่ยงจุดเรโซแนนซ์ 

การปิดกั้นสัญญาณ (Shielding)
จากจุดสำคัญของการออกกฎหมายและมาตรฐานจะพิจารณา EMC ที่อยู่โดยรอบนอกของเครื่องมือเท่านั้น สำหรับ EMC ภายในได้มีการพิจารณาการกระจายในระดับฟังก์ชั่น แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกฎระเบียบต่างๆ การปิดกั้นสัญญาณมีผลดีต่อการลดสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้ารอบนอกของเครื่อง มือ โดยจะเป็นการเก็บสัญญาณรบกวนไว้ภายใน โดยการปิดกั้นสัญญาณสามารถที่จะนำไปใช้ในห้องหรือกล่อง และสายเคเบิลต่างๆ ได้ 

กล่องปิดกั้นสัญญาณ
สำหรับ เครื่องมือหลายๆ ชนิด โดยกล่องปิดกั้นสัญญาณได้กลายมาเป็นตัวชี้วัดโดยปกติของการลดสัญญาณรบกวน โครงปิดกั้นสัญญาณควรทำามาจากโลหะหรือวัสดุอื่นที่นำาไฟฟ้าได้ โดยปกติแล้วโครงห่อหุ้มจะมีการต่อลงกราวด์ เพราะว่าโครงห่อหุ้มที่ไม่ได้ต่อลงกราวด์จะทำให้มีค่าการลดทอนในการป้องกัน น้อยที่สุด การทาสีโครงห่อหุ้มบ่อยครั้งที่จะมีผลทำาให้โครงห่อหุ้มไม่สามารถกั้นสัญญาณ ได้ ถ้าสีที่ทาไม่เป็นสีที่ไม่นำพาไฟฟ้า ในส่วนที่มีการเปิดออกอยู่ตลอดเวลาของโครงห่อหุ้ม เช่น ประตูและอื่นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะใช้นำาแกสเกท (Gaskets) มาใช้ในบริเวณนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำด้วยยางที่รับประกันการนำไฟฟ้าในระดับชั้น IP สีที่นำาไฟฟ้าและแกสเกทสามารถที่จะหาได้ แต่มีราคาแพงมาก

ทุกๆ ช่องทางของโครงห่อหุ้มจะทำตัวเหมือนเป็นสายอากาศ โดยที่ที่เป็นช่องทางในแนวนอน จะทำตัวเหมือนสายอากาศในแนวตั้ง และในแนวตั้งจะทำหน้าที่เหมือนสาอากาศในแนวนอน
โดยช่องทางออกสามารถที่จะเป็นช่องสำหรับระบายอากาศ แต่จุดสัมผัสระหว่างส่วนที่ไม่เป็นตัวนำของโครงห่อหุ้ม (สีทา) ถ้าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อ EMC ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของช่องและความยาวคลื่นของสัญญาณรบกวน ควรนำมาพิจารณา เพื่อที่จะนำไปสู่การลดทอนสัญญาณ ถ้ามีความจำเป็นสำหรับช่องทางออกพิเศษ EMC สีที่นำไฟฟ้าได้ และแกสเกทก็สามารถช่วยได้

เคเบิลที่ได้รับการปิดกั้น (Shielded cables)
สายเคเบิลที่มี การปิดกั้นสัญญาณจะเป็นประโยชน์มากต่อการป้องกันความอ่อนไหวและลดสัญญาณที่ แพร่ออกมา อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่ไม่ถูกต้องก็สามารถที่จะลดประสิทธิผลลง หรือเกิดเหตุในการทำลายผลตรงต่อการปิดกั้นสัญญาณโดยบริบูรณ์ แรงดัน และกระแสไฟฟ้าภายนอกไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อสายสัญญาณที่ได้รับการปิดกั้น โดยรอบของสายเคเบิลเท่านั้น การรบกวนที่แพร่ไปยังตัวนำภายในถูกลดทอนลงไป ประสิทธิผลการปิดกั้นสัญญาณ สามารถที่จะอธิบายในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสบนตัวปิดกั้น (Shield) และการเหนี่ยวนำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าบนตัวนำภายใน
การลดทอนของการปิดกั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้และการติดตั้งโดยค่าที่ ดีที่สุดจะอยู่ในรูปของท่อร้อยสาย แต่ก็มีความจำเป็นในบางกรณีเท่านั้น ฟิล์มโลหะหรือสายถักสามารถใช้ได้ดีพอสำหรับการนำไปใช้ธรรมดาทั่วไป สำหรับการติดตั้งที่มีความเสี่ยง สามารถใช้สายถักสองชั้นหรือชิลด์ที่แยกกันสองชั้นในการติดตั้ง

ถ้าสายชีลด์ได้ถูกนำมาใช้ ที่ปลายของสายชีลด์ต้องมีการต่อกราวด์ ถ้าไม่ต่อที่ปลายสายชีลด์ การชีลด์จะไม่เป็นผล ซึ่งการเหนี่ยวนำจากสนามจะไม่สามารถที่จะไปยังกราวด์ได้และกระแสกราวด์ก็ไม่ สามารถลดลงได้ ถ้าสายชีลด์ได้มีการต่อเพียงด้านเดียวเท่านั้น สายชีลด์ก็จะกลายมามีผลเทียบเท่ากับสนามไฟฟ้าได้ อย่างไรก็ตามการเกิดเรโซแนนซ์ที่ความถี่ใด ความถี่หนึ่งขึ้นมาในสายชีลด์ได้เพิ่มขึ้นมา การชีลด์ก็จะไม่เป็นผล และสามารถเกิดเป็นตัวขยายสัญญาณได้ ถ้าที่ปลายสายทั้งสองด้านของสายชีลด์ได้ต่อลงกราวด์ จะเป็นผลดีต่อการชีลด์เป็นอย่างมาก สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กก็จะถูกลดลงได้ ซึ่งความต่างศักดิ์ไฟฟ้าจะไม่มีผลกระทบต่อสายสัญญาณได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากความต่างศักย์ไฟฟ้าในสายชีลด์ผลก็จะทำให้เกิดกระแสบน สายชีลได้ สายอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบด้วย
เพื่อความสมบูรณ์ในการชีลด์ ความจะแตกประเด็นออกมาอีก การเชื่อมต่อสายชีลด์ ดังแสดงในรูปด้านบน สามารถที่จะเป็นการสร้างกราวน์ลูปเพิ่มเข้ามา ถ้าเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นมา สามารถการชดเชย ด้วยตัวนำระหว่างสองอุปกรณ์ หรือทำการเพิ่มแผ่นที่ต่อลงกราวด์ตามความยาวสายชีลด์ลงไป การเชื่อมต่อกราวด์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน

การเชื่อมต่อกราวด์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันสำหรับประสิทธิภาพในการชีลด์
ปัญหาธรรมดาทั่วไปทั้งหมดกับการเชื่อมต่อของสายชีลด์ การใช้ “ส่วนที่ยื่นออกมาของสาย (pigtails) “ดังแสดงในด้านซ้ายมือของรูปด้านล่างนี้ สายชีลด์ต้องตีเกลียวให้เป็นสายเดียวกัน และหลังจากนั้นต่อไปที่กราวด์ที่จุดเดียวเท่านั้น การต่อแบบนี้เป็นการเพิ่มความต้านทานการส่งผ่านของสายชีลด์ และเป็นการลดประสิทธิภาพของการชีลด์ด้วยการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดของสายชีลด์ ต้องเชื่อมในแนว 36 องศา ที่ปลายทั้งสองด้าน 360 ดังแสดงทางด้านขวามือของรูปข้างล่างนี้
ติดตามอ่าน Part 2 เร็วๆ นี้ค่ะ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ::
แผนก ED & C : บริษัท เอส.ที.คอนโทรล จำกัด
Tel. (02) 717 3455, 319 1400 (Auto)
Fax : (02) 717 3434
Website : http://www.stcontrol.com

(บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามไม่ให้มีการคัดลอกข้อความบางส่วน หรือทั้งหมดไปใช้ในเว็บไซต์อื่น
โดยมิได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากบริษัท เอส.ที.คอนโทรล จำกัด)

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แมกเนติกคอนแทกเตอร์ (Magnetic Contactor)

Fuji Magnetic Contactor
แมกเนติกคอนแทกเตอร์ (Magnetic Contactor)
เป็นอุปกรณ์ที่อาศัยการทำงานโดยอำนาจแม่เหล็กในการเปิด - ปิดหน้าสัมผัสในการควบคุมวงจรมอเตอร์ หรือเรียกว่าสวิตช์แม่เหล็ก (Magnetic Switch) หรือคอนแทคเตอร์ (Contactor) ก็ได้

ข้อดีของการใช้รีเลย์และแมคเนติกส์คอนแทคเตอร์ เมื่อเทียบกับสวิตช์อื่น
  1. ให้ความปลอดภัยสำหรับผู้ควบคุมสูง
  2. ให้ความสะดวกในการควบคุม
  3. ประหยัดเมื่อเทียบกับการควบคุมด้วยมือ
โครงสร้างและส่วนประกอบของแมคเนติกคอนแทกเตอร์ หรือสวิตช์แม่เหล็ก แมคเนติกคอนแทคเตอร์ยี่ห้อใด รุ่นใดจะต้องมีโครงสร้างหลักที่สำคัญเหมือนกัน ดังนี้
  1. แกนเหล็ก
  2. ขดลวด
  3. หน้าสัมผัส
รายละเอียดของส่วนประกอบภายในแมคเนติคคอนแทคเตอร์
แกนเหล็กแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
  1. แกนเหล็กอยู่กับที่ (Fixed Core) จะมีลักษณะขาทั้งสองข้างของแกนเหล็ก มีลวดทองแดงเส้นใหญ่ต่อลัดอยู่เป็นรูปวงแหวนฝังอยู่ที่ผิวหน้าของแกน เพื่อลดการสั่นสะเทือนของแกนเหล็ก อันเนื่องมาจากการสั่นสะเทือนไฟฟ้ากระแสสลับ เรียกวงแหวนนี้ว่า เช็ดเด็ดริ่ง (Shaddedring)
  2. แกนเหล็กเคลื่อนที่ (Stationary Core) ทำด้วยแผ่นเหล็กบางอัดซ้อนกันเป็นแกน จะมีชุดหน้าสัมผัสเคลื่อนที่ (Moving Contact) ยึดติดอยู่

ขดลวด (Coil) ขดลวดทำมาจากลวดทองแดงพันอยู่รอบบอบบิ้นสวมอยู่ตรงกลางของขาอีกตัวที่อยู่ กับที่ ขดลวดทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กมีขั้วต่อไฟเข้าใช้สัญญลักษณอักษรกำกับ คือ A1- A2 หรือ a-b
หน้าสัมผัส (Contac) หน้าสัมผัสจะยึดติดอยู่กับแกนเหล็กเคลื่อนที่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
  1. หน้าสัมผัสหลัก หรือเรียกว่า เมนคอนแทค (Main Contac) ใช้ในวงจรกำลังทำหน้าที่ตัดต่อระบบไฟฟ้าเข้าสู่โหลด
  2. หน้าสัมผัสช่วย (Auxiliary Contac) ใช้กับวงจรควบคุมหน้าสัมผัสช่วยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
  • หน้าสัมผัสปติเปิด (Normally Open : N.O.)
  • หน้าสัมผัสปกติปิด (Normally Close : N.C.)
ส่วนประกอบภาพนอก
ส่วนที่เป็นหน้าสัมผัสหลัก (MainContac) มีสัญญลักษณ์อักษรกำกับบอกดังนี้
  • หน้าสัมผัสหลักคู่ที่1 1/L1 - 2/T1
  • หน้าสัมผัสหลักคู่ที่2 3/L2- 4/T2
  • หน้าสัมผัสหลักคู่ที่3 5/L3- 6/T3

หมายเลข 1 เป็นจุดต่อไฟฟ้้าเข้าหน้าสัมผัสหลัก มีสัญญลักษณ์อักษรกำกับคือ 1/L1 3/L2 และ 5/L3
หมายเลข 2 เป็นจุดต่อไไฟฟ้้าเข้าหน้าสัมผัสหลัก มีสัญญลักษณ์อักษรกำกับคือ 2/T1 4/T2 และ 6/T3
หมายเลข 3 ปุ่มทดสอบหน้าสัมผัส
เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังขดลวดสนามแม่เหล็กที่อยู่ขากลางของแกน เหล็ก ขดลวดจะสร้างสนามแม่เหล็กที่แรงสนามแม่เหล็กชนะแรงสปริงดึงให้แกนเหล็กชุด ที่เคลื่อนที่เคลื่อนที่ลงมาในสภาวะนี้ (ON) คอนแทคทั้งสองชุดจะเปลี่ยนสภาวะการทำงานคือ คอนแทคปกติปิดจะเปิดวงจรจุดสัมผัสออก และคอนแทคปกติเปิดจะต่อวงจรของจุดสัมผัส เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าไปยังขดลวด สนามแม่เหล็กคอนแทคทั้งสองชุดจะกลับไปสู่สภาวะเดิม

ชนิดและขนาดของแมคเนติกคอนแทกเตอร์
คอนแทคเตอร์ที่ใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ แบ่งเป็น 4 ชนิดตามลักษณะของโหลดและการนำไปใช้งานมีดังนี้

AC 1 : เป็นแมคเนติกคอนแทกเตอร์ ที่เหมาะสำหรับโหลดที่เป็นความต้านทาน หรือในวงจรที่มีอินดัดทีฟน้อยๆ
AC 2 : เป็นแมคเนติกคอนแทคเตอร์ ที่เหมาะสำหรับใช้กับโหลดที่เป็นสปริงมอเตอร์
AC 3 : เป็นแมคเนติกคอนแทคเตอร์ ที่เหมาะสำหรับใช้การสตาร์ทและหยุดโหหลดที่เป็นมอเตอร์กรงกระรอก
AC 4 : เป็นแมคเนติกคอนแทคเตอร์ ที่เหมาะสำหรับบการสตาร์ท - หยุดมอเตอร์วงจร jogging และการกลับทางหมุนมอเตอร์แบบกรงกระรอก
การพิจารณาเลือกไปใช้งาน ใน การเลือกแมคเนติกคอนแทคเตอร์ในการใช้งานให้เหมาะสมกับมอเตอร์นั้น จะพิจรณาที่กระแสสูงสุดในการใช้งาน (Reated Current) และแรงดันของมอเตอร์ ต้องเลือกแมคเนติกคอนแทคเตอร์
ที่มีกระแสสูงกว่ากระแสที่ใช้งาานของมอเตอร์ ที่มีแรงดันเท่ากัน ในการพิจรณาเลือกแมคเนติกคอนแทคเตอร์ใช้งานควรพิจรณาดังนี้
  • ลักษณะของโหลอดและการใช้งาน
  • แรงดันและความถี่
  • สถานที่ใช้งาน
  • ความบ่อยครั้งในการใช้งาน
  • การป้องกันจากการสัมผัสและการป้องกันนํ้า
  • ความคงทนทางกลและทางไฟฟ้า
รีเลย์ช่วยหรืออาจเรียกว่า รีเลย์ควบคุม (Contol Relay) การทำงานอาศัยอำนาจในการเปิด - ปิดหน้าสัมผัส เหมือนกับหลักการทำงานของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ ต่างกันตรงที่รีเลย์ช่วยจะทนกระแสได้ตํ่า หน้าสัมผัสจะเล็กกว่าหน้าสัมผัสของแมคเนติกคอนแทกเตอร์ลักษณะของหน้าสัมผัส ของรีเลย์ช่วยมีสองชนิด ได้แก่ หน้าสัมผัสปกติเปิด (Normally Open : N.o.) และหน้าสัมผัสปกติปิด (Normally Close : N.C.) จำนวนหน้าสัมและชนิดของหน้าสัมผัสขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตและการนำไปงาน
ที่มา : http://edu.e-tech.ac.th/

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ::
แผนก ED & C : บริษัท เอส.ที.คอนโทรล จำกัด
Tel. (02) 717 3455, 319 1400 (Auto)
Fax : (02) 319 1800
Website : http://www.stcontrol.com